Flying Purple Butterfly

วันศุกร์ที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2557

3.พัฒนาการทางภาษาของเด็กปฐมวัย

พัฒนาการทางภาษาของเด็กปฐมวัย


ทฤษฎีและพัฒนาการทางภาษาของเด็กปฐมวัย



            พัฒนาการทางภาษาของเด็กปฐมวัย

                    เนสเซล (Nessel.  1989 : 5 – 21) ได้อ้างถึงผลงานวิจัยเกี่ยวกับพัฒนาการทางภาษาของเด็กว่าประกอบด้วยขั้นตอนต่อไปนี้ คือ

                         ขั้นแรกเริ่ม (Pre language) เด็กอายุหนึ่งเดือนถึงสิบเดือน จะมีความสามารถจำแนกเสียงต่าง ๆ ได้ แต่ยังไม่มีความสามารถควบคุมการออกเสียง เด็กจะทำเสียงอ้อแอ้หรือเสียงแสดงอารมณ์ต่าง ๆ เด็กจะพัฒนาการออกเสียงขึ้นเรื่อย ๆ จนใกล้เคียงกับเสียงในภาษาจริง ๆ มากขึ้นตามลำดับเรียกว่าเป็นคำพูดเทียม (Pseudowore) พ่อแม่ที่ตั้งใจฟังและพูดตอบจะทำให้เด็กเพิ่มความสามารถในการสื่อสารมากยิ่งขึ้น
                         ขั้นที่  1 (10 – 18 เดือน) เด็กจะควบคุมการออกเสียงคำที่จำได้ สามารถเรียนรู้คำศัพท์ในการสื่อสารถึง 50 คำ คำเหล่านี้จะเกี่ยวข้องกับคน สัตว์ สิ่งของ หรือเรื่องราวในสิ่งแวดล้อม การที่เด็กออกเสียงคำหนึ่งหรือสองคำ อาจมีความหมายรวมถึงประโยคหรือวลีทั้งหมด การพูดชนิดนี้มีชื่อเรียกว่า Holphrastic Speech
                         ขั้นที่  2  (18 – 24 เดือน) การพูดขั้นนี้จะเป็นการออกเสียงคำสองคำและวลีสั้น ๆ มีชื่อเรียกว่า Telegraphic Speech คล้าย ๆ กับโทรเลข คือมีเฉพาะคำสำหรับสื่อความหมายเด็กเรียนรู้คำศัพท์มากขึ้นถึง 300 คำ รวมทั้งคำกิริยาและคำปฏิเสธ เด็กจะสนุกสนานกับการพูดคนเดียวในขณะที่ทดลองพูดคำและโครงสร้างหลาย ๆ
รูปแบบ
                         ขั้นที่  3  (24 – 30 เดือน) เด็กจะเรียนรู้ศัพท์เพิ่มขึ้นถึง 450 คำ วลีจะยาวขึ้นพูดประโยคความเดียวสั้น ๆ มีคำคุณศัพท์รวมอยู่ในประโยค
                         ขั้นที่  4  (30 – 36 เดือน) คำศัพท์จะเพิ่มมากขึ้นถึง 1,000 คำ ประโยคเริ่มซับซ้อนขึ้น เด็กที่อยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ส่งเสริมพัฒนาการทางภาษา จะแสดงให้เห็นถึงความเจริญงอกงามทางด้านจำนวนศัพท์และรูปแบบของประโยคอย่างชัดเจน
                         ขั้นที่  5  (36 – 50 เดือน) เด็กสามารถสื่อสารอย่างมีประสิทธิภาพในครอบครัวและผู้คนรอบข้าง จำนวนคำศัพท์ที่เด็กรู้มีประมาณ 2,000 คำ เด็กใช้โครงสร้างของประโยคหลายรูปแบบ เด็กจะพัฒนาพื้นฐานการสื่อสารด้วยวาจาอย่างมั่นคง และเริ่มต้นเรียนรู้
ภาษาเขียน

           เยาวพา  เดชะคุปต์ (2528 : 48 – 49)  ได้แบ่งขั้นตอนของพัฒนาการทางภาษาของเด็กเป็น 7 ระยะคือ

     1. ระยะเปะปะ (Randon Stage หรือ Prelinguistic Stage) อายุแรกเกิด ถึง 6 เดือน ในระยะนี้เป็นระยะที่เด็กจะเปล่งเสียงดัง ๆ ที่ยังไม่มีความหมาย การเปล่งเสียงของเด็กก็เพื่อบอกความต้องการของเขาและเมื่อได้รับการตอบสนอง เขาจะรู้สึกพอใจ ตัวอย่างเช่น เด็กจะร้องเมื่อถูกปล่อยให้อยู่คนเดียว เมื่อรู้สึกหิว ฯลฯ หรือเพราะรู้สึกเป็นสุขที่ได้ส่งเสียงออกมา เมื่อเด็กอายุได้ 6 เดือน จะเริ่มออกเสียง อ้อ – แอ้ และเริ่มเปล่งเสียงต่าง ๆ ซึ่งไม่มีผู้ใดเข้าใจหรือแยกแยะได้ นอกจากนักภาษาศาสตร์ ในช่วงนี้จะเป็นช่วงที่ดีของการสนับสนุนให้เด็กมีพัฒนาการทางการพูด และเด็กที่มีสุขภาพดีทั้งกายและใจจะมีโอกาสพัฒนาทางภาษาได้ดีกว่าเด็กที่ไม่สบาย เจ็บป่วย ร้องให้โยเย

     2. ระยะแยกแยะ (Jergon Stage) อายุ 6 เดือน ถึง 1 ปี หลังจาก 6 เดือนขึ้นไป เด็กจะเริ่มเข้าสู่ระยะที่ 2 ซึ่งเด็กจะสามารถแยกแยะเสียงต่าง ๆ ที่เขาได้ยิน และเด็กจะรู้สึกพอใจที่จะได้ส่งเสียงและถ้าเสียงใดที่เขาเปล่งออกมาได้รับการตอบสนองในทางบวก เขาก็จะเปล่งเสียงนั้นซ้ำอีก ในบางครั้งเด็กจะเลียนเสียงสูง ๆ ต่ำ ๆ ที่มีคนพูดคุยกับเขา

     3. ระยะเลียนแบบ (Imitation Stage) อายุ 1 – 2 ปี ในระยะนี้เด็กจะเริ่มเลียนเสียงต่าง ๆ ที่เขาได้ยิน เช่น เสียงของพ่อแม่ ผู้ใหญ่ที่ใกล้ชิด เสียงที่เปล่งออกมาอย่างไม่มีความหมายจะค่อย ๆ หายไป และเด็กจะเริ่มรับฟังเสียงที่ได้รับการตอบสนองซึ่งนับว่าพัฒนาการทางภาษาจะเริ่มต้นอย่างแท้จริงที่ระยะนี้

     4. ระยะขยาย (The Stage of Expansion) อายุ 2 – 4 ปี ในระยะนี้เด็กจะหัดพูด โดยจะเริ่มจากการหัดเรียกชื่อ คน สัตว์ และสิ่งของที่อยู่ใกล้ตัว เขาจะเริ่มเข้าใจถึงการใช้สัญลักษณ์ในการสื่อความหมาย ซึ่งเป็นการสื่อความหมายในโลกของผู้ใหญ่ การพูดของเด็ก
ในระยะแรก ๆ จะเป็นการออกเสียงคำนามต่าง ๆ เป็นส่วนใหญ่ เช่น พ่อ แม่ พี่ น้อง นก แมว หมา ฯลฯ และคำคุณศัพท์ต่าง ๆ ที่เขาเห็น รู้สึกและได้ยิน ซึ่งในวัยต่าง ๆ เขาจะสามารถพูดได้ดังนี้

            - อายุ 2 ปี    เด็กจะเริ่มพูดเป็นคำ โดยจะสามารถใช้คำนามได้ประมาณ 20 เปอร์เซ็นต์
            - อายุ 3 ปี  เด็กจะเริ่มพูดเป็นประโยคได้
            - อายุ 4 ปี  เด็กจะเริ่มใช้คำศัพท์ต่าง ๆ และรู้จักการใช้คำเติมหน้าและลงท้ายอย่างที่ผู้ใหญ่ใช้กัน

     5. ระยะโครงสร้าง (Structure Stage) อายุ 4 – 5 ปี ระยะนี้เด็กจะเริ่มพัฒนา
ความสามารถในการรับรู้และการสังเกต เด็กจะเริ่มเล่นสนุกกับคำและรู้จักคิดคำและประโยคของตนเอง โดยอาศัยการสร้างจากคำ วลี ประโยคที่เขาได้ยินคนอื่น ๆ พูด เด็กจะเริ่มคิดกฎเกณฑ์ในการประสมคำ และหาความหมายของคำและวลี ซึ่งเด็กจะเริ่มรู้สึกสนุกกับการเปล่งเสียงโดยเขาจะเล่นเป็นเกมกับเพื่อน ๆ หรือสมาชิกในครอบครัว

     6. ระยะตอบสนอง (Responding Stage) อายุ 5 – 6 ปี ในระยะนี้เด็กจะมีความสามารถในการคิดและพัฒนาการทางภาษาสูงขึ้น เขาจะเริ่มพัฒนาภาษาไปสู่ภาษาที่เป็นแบบแผนมากขึ้น และใช้ภาษาเหล่านั้นกับสิ่งต่าง ๆ รอบ ๆ ตัว การพัฒนาทางภาษาของเด็กในวัยนี้ จะเริ่มต้นเมื่อเขาเข้าเรียนในชั้นอนุบาลโดยเด็กจะเริ่มใช้ไวยากรณ์อย่างง่าย ๆ ได้รู้จักใช้คำที่เกี่ยวข้องกับบ้านและโรงเรียน ภาษาที่เด็กใช้ในการสื่อความหมายในระยะนี้ จะเกิดจากสิ่งที่เขามองเห็นและรับรู้

     7. ระยะสร้างสรรค์ (Creative Stage) อายุ 6 ปีขึ้นไป ในระยะนี้ได้แก่ ระยะที่เด็กเริ่มเข้าโรงเรียน เด็กจะเล่นสนุกกับคำและหาวิธีสื่อความหมายด้วยตัวเลข เด็กในระยะนี้
จะพัฒนา วิเคราะห์ และสร้างสรรค์ทักษะในการสื่อความหมาย โดยใช้ถ้อยคำสำนวน
การเปรียบเทียบและภาษาพูดที่เป็นนามธรรมมากขึ้นและเขาจะรู้สึกสนุกกับการแสดง
ความคิดเห็นโดยการพูดและการเขียน

         จะเห็นได้ว่า พัฒนาการทางภาษาของเด็กปฐมวัย ในระยะเริ่มแรกจะมีความสามารถในด้านการฟัง สามารถแยกแยะเสียงต่าง ๆ ที่ได้ยิน และต่อมาจะมีการเลียนแบบเสียงที่ได้ยินและสามารถพูดเลียนแบบเสียงที่คุ้นเคยได้ เมื่ออายุ 4 – 5 ปี สามารถพูด
เป็นประโยคง่าย ๆ ได้ สามารถสื่อสารได้และเมื่อย่างเข้าปีที่ 6 จะพัฒนาไปสู่พื้นฐานการเขียน



แหล่งอ้างอิง http://www.oknation.net/blog/print.php?id=845068

2.ทฤษฎีเกี่ยวกับพัฒนาการทางภาษาของเด็กปฐมวัย

พัฒนาการทางภาษาของเด็กปฐมวัย

ทฤษฎีและพัฒนาการทางภาษาของเด็กปฐมวัย


ทฤษฎีเกี่ยวกับพัฒนาการทางภาษา
                   ทฤษฎีเกี่ยวกับพัฒนาการทางภาษามีหลายทฤษฎี ดังนี้ (ศรียา  นิยมธรรม และประภัสสร  นิยมธรรม,  2519 : 31-35)
                         1. ทฤษฎีความพึงพอใจแห่งตน (The Autism Theory หรือ Austistic Theory) ทฤษฎีนี้ถือว่า การเรียนรู้การพูดของเด็กเกิดจากการเลียนเสียงอันเนื่องจากความพึงพอใจที่ได้กระทำเช่นนั้น โมว์เรอร์ (Mower) เชื่อว่า ความสามารถในการฟัง และความเพลิดเพลินกับการได้ยินเสียงของผู้อื่นและตนเองเป็นสิ่งสำคัญต่อพัฒนาการทางภาษา

                         2. ทฤษฎีการเลียนแบบ (The Imitation Theory) เลวิส (Lawis) ได้ศึกษาและเชื่อว่า พัฒนาการทางภาษานั้นเกิดจากการเลียนแบบ ซึ่งอาจเกิดจากการมองเห็นหรือการได้ยินเสียง การเลียนแบบของเด็กเกิดจากความพอใจ และความสนใจของตัวเด็กเอง ปกติช่วงความสนใจของเด็กนั้นสั้นมาก เพื่อที่จะชดเชยเด็กจึงต้องมีสิ่งเร้าซ้ำ ๆ กัน การศึกษากระบวนการในการเลียนแบบภาษาพูดของเด็กพบว่า จุดเริ่มต้นเกิดขึ้นเมื่อพ่อแม่เลียนแบบเสียงของเด็ก
ในระยะเล่นเสียงหรือในระยะที่เด็กกำลังเรียนรู้การออกเสียง

                         3.  ทฤษฎีเสริมแรง (Reinforcement Theory) ทฤษฎีนี้อาศัยจากหลักทฤษฎีการเรียนรู้ซึ่งถือว่าพฤติกรรมทั้งหลายถูกสร้างขึ้น โดยอาศัยการวางเงื่อนไข ไรน์โกลต์ (Rhiengold) และคณะได้ศึกษาพบว่าเด็กจะพูดมากขึ้นเมื่อได้รางวัล หรือได้รับการเสริมแรง

                         4.  ทฤษฎีการรับรู้ (Motor Theory of Perception) ลิเบอร์แมน (Liberman) ตั้งสมมติฐานไว้ว่า การรับรู้ทางการฟังขึ้นอยู่กับการเปล่งเสียง จึงเห็นได้ว่า เด็กมักจ้องหน้าเวลาเราพูดด้วย การทำเช่นนี้อาจเป็นเพราะเด็กฟัง และพูดซ้ำกับตัวเอง หรือหัดเปล่งเสียงโดยอาศัยการอ่านริมฝีปาก แล้วจึงเรียนรู้คำ

                         5.  ทฤษฎีความบังเอิญจากการเล่นเสียง (Babble Buck) ซึ่งธอร์นไดค์ (Thorndike) เป็นผู้คิดโดยอธิบายว่า เมื่อเด็กกำลังเล่นเสียงอยู่นั้น เผอิญมีเสียงบางเสียงไปคล้ายกับเสียงที่มีความหมาย ในภาษาพูดของพ่อแม่ พ่อแม่จึงให้การเสริมแรงทันที ด้วยวิธีนี้จึงทำให้เด็กเกิดพัฒนาการทางภาษา

                         6.  ทฤษฎีชีววิทยา (Biological Theory) เล็นเบิร์ก (Lenneberg) เชื่อว่า พัฒนาการทางภาษามีพื้นฐานทางชีววิทยาเป็นสำคัญ กระบวนการที่คนพูดได้ขึ้นอยู่กับอวัยวะในการเปล่งเสียง เด็กจะเริ่มส่งเสียงอ้อแอ้ และพูดได้ตามลำดับ


                         7.  ทฤษฎีการให้รางวัลของพ่อแม่ (Mother Reward Theory) ดอลลาร์ด (Dollard) และมิลเลอร์ (Miller) เป็นผู้คิดทฤษฎีนี้ โดยย้ำเกี่ยวกับบทบาทของแม่ในการพัฒนาภาษาของเด็กว่า ภาษาที่แม่ใช้ในการเลี้ยงดูเพื่อเสนอความต้องการของลูกนั้น เป็นอิทธิพลที่ทำให้เกิดภาษาพูดแก่ลูก

แหล่งอ้างอิง http://www.oknation.net/blog/print.php?id=845068

1.ทฤษฎีเกี่ยวกับการเรียนรู้ภาษาของเด็กปฐมวัย

พัฒนาการทางภาษาของเด็กปฐมวัย

ทฤษฎีเกี่ยวกับการเรียนรู้ภาษาของเด็กปฐมวัย




          เด็กปฐมวัยเรียนรู้ภาษา จากสิ่งแวดล้อมใกล้ตัวทั้งสิ่งแวดล้อมที่บ้าน และโรงเรียน เด็กจะเรียนรู้การฟังและการพูดก่อน เพราะการฟังและการพูดเป็นของคู่กัน เป็นพื้นฐาน

      ทางภาษา กล่าวคือ เมื่อฟังแล้วก็ย่อมต้องพูดสนทนาโต้ตอบได้ การเรียนภาษาของเด็กปฐมวัยไม่จำเป็นต้องอาศัยการสอนอย่างเป็นทางการ หรือตามหลักไวยกรณ์ แต่จะเป็นการเรียนรู้จากการมีปฏิสัมพันธ์กับคนรอบข้างหรือสิ่งแวดล้อมรอบตัว หรือเป็นการสอนแบบธรรมชาติ


ทฤษฎีเกี่ยวกับการเรียนรู้ภาษา

                   การเรียนรู้ภาษาของเด็กปฐมวัย มีหลายทฤษฎีที่ควรกล่าวอ้างถึงมีดังนี้
         1. ทฤษฎีของนักพฤติกรรมศาสตร์ (The Behaviorist View)
                         ทฤษฎีนี้มีความเชื่อเกี่ยวกับการเรียนรู้ภาษาของเด็กโดยกล่าวว่าการเรียนรู้ภาษาของเด็กเป็นการเรียนรู้ที่เกิดขึ้นจากผลการปรับสิ่งแวดล้อมของแต่ละบุคคลที่มีอยู่ในตนเอง ในขณะที่เด็กเจริญเติบโตขึ้นเรื่อย ๆ แรงเสริมในทางบวกจะถูกนำมาใช้เมื่อภาษาของเด็กใกล้เคียง หรือถูกต้องตามภาษาผู้ใหญ่ ซึ่งนักพฤติกรรมศาสตร์มีความเชื่อเกี่ยวกับการเรียนภาษาของเด็ก คือ
                            1.1. เด็กเกิดมาโดยมีศักยภาพในการเรียนรู้ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการถ่ายทอดทางกรรมพันธุ์
โดยปราศจากความสามารถพิเศษทางด้านการเรียนทางใดทางหนึ่ง

                           1.2. การเรียนรู้ ซึ่งรวมถึงการเรียนภาษาเกิดขึ้น โดยการที่สิ่งแวดล้อมเป็นผู้ปรับพฤติกรรมผู้เรียน
                           1.3. พฤติกรรมทั่วไปรวมทั้งพฤติกรรมภาษา ถูกปรับโดยแรงเสริมจากการตอบสนองที่เกิดขึ้นจากสิ่งเร้า
                          1.4. ในการปรับพฤติกรรมที่ซับซ้อนอย่างเช่นภาษา จะมีกระบวนการเลือกหรือทำให้การตอบสนองเฉพาะเจาะจงขึ้น โดยผ่านการใช้แรงเสริมทางบวก ถึงแม้ว่าการตอบสนองทั่วไปและชนิดง่าย ๆ จะได้แรงเสริมทางบวกตั้งแต่เริ่มต้น แต่การให้แรงเสริมในระยะหลัง ๆ จะถูกนำมาใช้กับการตอบสนองที่ซับซ้อนและใกล้เคียงกับเป้าหมายทางพฤติกรรมสูงสุด

        2. ทฤษฎีสภาวะติดตัวโดยกำเนิด (The Nativist View)
                         ทฤษฎีนี้มีความเชื่อเกี่ยวกับกฎธรรมชาติ หรือกฎเกี่ยวกับสิ่งที่เป็นมาแต่กำเนิด
โดยมีความคิดเห็นเกี่ยวกับการเรียนรู้ภาษาของเด็กแตกต่างจากนักพฤติกรรมศาสตร์สองประการสำคัญ คือ
                                1. การให้ความสำคัญต่อองค์ประกอบภายในบุคคลเกี่ยวกับการเรียนรู้ภาษา
                                2. การแปลความบทบาทขององค์ประกอบทางสิ่งแวดล้อมในการเรียนรู้ภาษา

                         ชอมสกี้และแมคนีล (McNeill.  1960 ; อ้างถึงใน หรรษา นิลวิเชียร, 2535 ; 206)  เป็นผู้มีความเชื่ออย่างแรงกล้า เกี่ยวกับการเรียนรู้ภาษาของเด็กว่า เด็กทุกคนเกิดมาโดยมีโครงสร้างทางภาษาศาสตร์อยู่ในตัวหรือติดตัวโดยกำเนิด ซึ่งได้แก่ โครงสร้างทางด้านความหมาย ประโยคและระบบเสียง ตามความเชื่อนี้ เด็กไม่จำเป็นต้องเรียนระบบของภาษา เด็กเพียงแต่ต้องค้นหาว่าระบบภาษาของตนเองเกี่ยวข้องกับภาษาสากลอย่างไร เด็กไม่ต้องเรียนรู้ว่าเราสามารถตั้งคำถามได้ แต่ต้องเรียนรู้ว่าจะตั้งคำถามอย่างไรหรือเรียนรู้ว่าจะใช้กลุ่มเสียงใด จะรวมกลุ่มเสียงเข้าด้วยกันอย่างไร โดยสรุปก็คือ เรียนรู้การใช้ภาษาของตนทั้งด้านความหมายประโยค และเสียง

                         เล็นเบิร์ก (Lenneberg) เป็นผู้หนึ่งที่สนับสนุนแนวคิดของนักทฤษฎีสภาวะติดตัวโดยกำเนิด เขาชี้ให้เห็นความสัมพันธ์ระหว่างขั้นตอนการพัฒนาการทางร่างกาย และขั้นตอนพัฒนาการทางภาษาว่ามีความเกี่ยวข้องกันอย่างใกล้ชิด เขากล่าวว่าเด็กเกิดมาด้วยความสามารถทางภาษา มิใช่เป็นผ้าขาว ความสามารถทางการเรียนภาษาของเด็กถูกจัดโปรแกรมไว้ในตัว และมีความสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อมที่เด็กได้รับอีกด้วย ตราบใดที่เด็กอยู่ในสิ่งแวดล้อมทางภาษาพูด เด็กจะพัฒนาการพูดโดยอัตโนมัติ และความสามารถทางภาษาจะแยกเป็นอิสระจากระดับไอคิว


          3. ทฤษฎีของนักสังคมศาสตร์ (The Socialist View)
                         นักทฤษฎีสังคมหรือทฤษฎีวัฒนธรรมจะให้ความสนใจเกี่ยวกับผลกระทบของสิ่งแวดล้อมทางภาษาของผู้ใหญ่ที่มีต่อพัฒนาการทางภาษาของเด็ก ผลการวิจัยกล่าวว่า วิธีการที่ผู้ใหญ่หรือพ่อแม่ปฏิบัติต่อเด็กมีผลต่อพัฒนาการทางภาษา และพัฒนาการทางสติปัญญาของเด็ก วิธีการเหล่านี้ ได้แก่ การอ่านหนังสือให้เด็กฟัง การสนทนาระหว่างรับประทานอาหาร การแสดงบทบาทสมมุติ การสนทนา เป็นต้น

         4. ทฤษฎีพัฒนาการทางสติปัญญาของเพียเจท์ (Piaget Theory)
                         เพียเจท์ (Piaget) เชื่อว่าการเรียนรู้ภาษาเป็นผลจากความสามารถทางสติปัญญา เด็กเรียนรู้จากการมีปฏิสัมพันธ์กับโลกรอบตัวของเขา เด็กจะเป็นผู้ปรับสิ่งแวดล้อมโดยการใช้ภาษาของตน ดังตัวอย่างต่อไปนี้
                                1. เด็กมีอิทธิพลต่อวิธีการที่แม่พูดกับเขา จากผลการวิจัยปรากฏว่า แม่จะพูดกับลูกแตกต่างไปจากพูดกับผู้อื่น เพื่อรักษาการมีปฏิสัมพันธ์ต่อกัน แม่จะพูดกับเด็กเล็ก ๆ
ต่างจากเด็กโตและผู้ใหญ่ จะพูดประโยคที่สั้นกว่า ง่ายกว่า เพื่อการสื่อสารที่มีความหมาย
                                2. เด็กควบคุมสิ่งแวดล้อมทางภาษา เพื่อได้ข้อมูลที่ถูกต้อง เด็กต้องการค้นพบว่าเสียงที่ได้ยินมีความหมายอย่างไร มีโครงสร้างเพื่อองค์ประกอบพื้นฐานอะไร
                                3. การใช้สิ่งของหรือบุคคลเป็นสิ่งสำคัญในการสร้างความเข้าใจพื้นฐานว่า ผู้ใหญ่เห็นหรือได้ยินเขาพูด เด็กอาจเคลื่อนไหวตัวหรือ จับ ขว้าง ปา บีบ ของเล่น เพื่อสร้างความเข้าใจเพื่อเป็นพื้นฐาน และความจำเป็นของความเจริญทางภาษา การเรียนรู้เกี่ยวกับตนเอง เกี่ยวกับผู้อื่น เกี่ยวกับสิ่งของ เกี่ยวกับเหตุและผล เกี่ยวกับสถานที่ มิติ เกี่ยวกับการเกิดขึ้นซ้ำ ๆ ของกิริยาและสิ่งของ มีส่วนช่วยให้เด็กแสดงออกทางภาษาอย่างมีความหมาย นั่นคือเด็กต้องมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างตนเองกับสิ่งต่าง ๆ ในสิ่งแวดล้อม
                         นอกจากนี้เพียเจท์ (Piaget) ยืนยันว่า พัฒนาการทางภาษาของเด็กเป็นไปพร้อม ๆ กับความสามารถด้านการให้เหตุผล การตัดสิน และด้านตรรกศาสตร์ เด็กต้องการสิ่งแวดล้อม
ที่จะส่งเสริมให้เด็กสร้างกฎ ระบบเสียง ระบบคำ ระบบประโยค และความหมายของภาษา นอกจากนี้เด็กยังต้องการฝึกภาษาด้วยวิธีการหลาย

         5. ทฤษฎีของนักจิตวิทยาภาษาศาสตร์ (Psycholinguistics Theory)
                      ทฤษฎีนี้ชอมสกี้ (Chomskey,  1960 ; อ้างถึงใน สุภาวดี  ศรีวรรธนะ,  2542 : 36) กล่าวว่า การเรียนรู้ภาษาเป็นเรื่องซับซ้อนซึ่งจะต้องคำนึงถึงโครงสร้างภาษาในตัวเด็กด้วย
เพราะบางครั้งเด็กพูดคำใหม่โดยไม่ได้รับแรงเสริมมาก่อนเลย เขาอธิบายการเรียนรู้ภาษาของเด็กว่าเมื่อเด็กได้รับประโยค หรือกลุ่มคำต่าง ๆ เข้ามาเด็กจะสร้างไวยกรณ์ขึ้น โดยใช้เครื่องมือการเรียนรู้ภาษาที่ติดตัวมาแต่กำเนิด ซึ่งได้แก่อวัยวะเกี่ยวกับ การพูด การฟัง นอกจากนี้
                     เล็นเบอร์ก (Lenneberg) ยังเป็นผู้หนึ่งที่เสนอทฤษฎีแนวนี้โดยมีความเชื่อว่า มนุษย์มีอวัยวะ
ที่พร้อมสำหรับการเรียนรู้ภาษา ถ้าสมองส่วนนี้ชำรุด หลังจากวัยรุ่นตอนต้น (อายุประมาณ
12 ปี) จะทำให้การเรียนรู้ภาษาใหม่ได้ยาก


แหล่องอ้างอิง http://www.oknation.net/blog/print.php?id=845068

วันเสาร์ที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2557

บันทึกการเรียนประจำวันเสาร์ที่ 18 ตุลาคม 2557 (เรียนชดเชยวันปิยมหาราช)

บันทึกการเรียนประจำวันเสาร์ที่ 18 ตุลาคม 2557

(เรียนชดเชยวันปิยมหาราช)


1.ทบทวบบทเพลงทั้งหมด

2.นั่งเป็นครึ่งวงกลมร้องเพลง

3.เต้นท่าประกอบเพลง

4.จับสลากออกไปร้องเพลงหน้าชั้นเรียน


ภาพประกอบการเรียน


 









วีดีโอประกอบการเรียน




















บันทึกการเข้าเรียน วันพฤหัสบดีที่ 16 ตุลาคม 2557

บันทึกการเข้าเรียนวันพฤหัสบดีที่ 16 ตุลาคม 2557



1.ร้องเพลงทบทวน 10 เพลงและเต้นเพลงที่มีท่าประกอบ


2.ทำกิจกรรมเป็นวงกลมเพื่อให้เกิดความสนุกและเกิดความสามัคคี 

3.แบ่งกลุ่มทำนิทานทำเรื่อง ทะเล แต่ละกลุ่มต้องเสนอเรื่องราวขึ้นมาเองโดยแต่ละกลุ่มทำคนละแผ่นพร้อมกับเนื้อเรื่องที่ได้


4.จากนั้นนำนิทานของทุกกลุ่มมารวมกันจะได้เป็นเรื่องราวที่เสร็จสมบูรณ์








   

**** หมายเหตุ **** ได้หยุดเรียนในวันพฤหัสบดีที่ 16 กัยายน พ.ศ. 2557 เนื่องจากข้าพเจ้าไม่สบาย มีไข้และน้ำมูก เป็นไข้หวัดและภูมิแพ้ จึงได้หยุดเรียนในวันพฤหัสบดีที่ 16 กันยายนนี้








โรคหวัดภูมิแพ้


       โรคหวัดภูมิแพ้ หรือโรคแพ้อากาศ เป็นโรคที่พบบ่อยในคนทุกเพศทุกวัย และมักจะเป็นๆ หายๆ เรื้อรัง ส่วนมากไม่มีภาวะแทรกซ้อนร้ายแรง เพียงแต่สร้างความรำคาญให้กับคนที่เป็นโรค การใช้ยาแก้แพ้สามารถบรรเทาอาการได้เป็นครั้งคราว ผู้ที่เป็นโรคนี้จำเป็นต้องดูแลตนเองด้วยการหลีกเลี่ยงสิ่งที่แพ้ และขยันออกกำลังกายสม่ำเสมอ นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ ก็อาจช่วยให้โรคทุเลาไปได้

ชื่อภาษาไทย   โรคหวัดภูมิแพ้, โรคแพ้อากาศ
ชื่อภาษาอังกฤษ   Allergic rhinitis, Hay feve

สาเหตุ   เกิดจากร่างกายมีปฏิกิริยาไวต่อสิ่งที่แพ้ แล้วปล่อยสาร (เช่น ฮิสตามีน) ออกมา ทำให้เกิดอาการคัดแน่นจมูก จาม น้ำมูกไหล โรคนี้สามารถถ่ายทอดทางกรรมพันธุ์ มักจะพบว่ามีพ่อแม่ ปู่ย่า ตายาย หรือญาติพี่น้องเป็นโรคภูมิแพ้ชนิดใดชนิดหนึ่ง (เช่น ลมพิษ ผื่นคัน หวัดภูมิแพ้ เยื่อตาขาวอักเสบจากการแพ้ โรคหืด เป็นต้น) อยู่ด้วย สิ่งที่แพ้ มักได้แก่ ฝุ่น ละอองเกสร ขนสัตว์ ความเย็น (อากาศเย็น น้ำเย็น) นุ่น (ที่นอน หมอน) สารเคมี เป็นต้น

อาการ   มีอาการเป็นหวัดคัดจมูก จามบ่อย น้ำมูกมีลักษณะใสๆ มักมีอาการคันจมูก คันคอ คันตา น้ำตาไหล แสบคอ หรือไอแห้ง (แบบระคายคอ) ร่วมด้วย บางรายอาจมีอาการปวดตื้อตรงบริเวณหน้าผาก หรือหัวคิ้ว อาการมักเกิดประจำตอนเช้าๆ หรือเวลาถูกอากาศเย็น ฝุ่นละออง หรือสารแพ้อื่นๆ บางรายจะเป็นตอนช่วงเช้าๆ พอสายๆ ก็หายได้เอง บางรายอาจมีอาการเป็นประจำตลอดทั้งปี บางรายอาจเป็นมากในบางฤดูกาล ในรายที่เป็นมาก อาจมีอาการหายใจดังวี้ดคล้ายหืด

การแยกโรค   อาการคัดจมูก น้ำมูกไหล ยังอาจเกิดจากสาเหตุอื่นๆ อีก เช่น

๑. ไข้หวัด ผู้ป่วยมักจะมีอาการตัวร้อน ปวดเมื่อย อ่อนเพลียร่วมด้วย ในผู้ใหญ่มักจะนานๆ (เช่น ๑-๒ ปี) เป็นหนหนึ่ง แต่ถ้าในเด็กเล็กๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเข้าเรียนหนังสือใหม่ๆ (๓-๔ เดือนแรก) ก็อาจมีกำเริบได้บ่อย ข้อแตกต่างระหว่างหวัดภูมิแพ้กับไข้หวัด ก็คือ หวัดภูมิแพ้มักจะไม่มีไข้ ไม่ปวดเมื่อย ไม่อ่อนเพลีย แต่จะมีอาการจาม คันคอ คันจมูกร่วมด้วย และจะพบว่ามีอาการกำเริบเป็นประจำทุกครั้งที่สัมผัสถูกสิ่งที่แพ้

๒. ไข้หวัดใหญ่ ผู้ป่วยจะมีอาการตัวร้อนแบบไข้หวัด แต่จะมีอาการปวดเมื่อยมาก เบื่ออาหาร ทั้งไข้หวัดและไข้หวัดใหญ่ เป็นโรคที่เกิดจากการติดเชื้อไวรัส การรักษาก็เพียงแต่ให้ยาบรรเทาอาการ ก็มักจะหายได้เอง

๓. ไซนัสอักเสบ ผู้ป่วยจะมีอาการปวดหน่วงตรงหัวคิ้ว หรือบริเวณโหนกแก้ม (ใต้ตา) น้ำมูกมีลักษณะ ข้นเหลืองหรือเขียว และอาจหายใจมีกลิ่นเหม็น โรคนี้อาจพบเป็นภาวะแทรกซ้อนของไข้หวัด หรือหวัดภูมิแพ้ได้ บางคนอาจกำเริบซ้ำซากเวลาเป็นหวัดคัดจมูก ดำน้ำ หรือนั่งเครื่องบิน โรคนี้จำเป็นต้องไปพบแพทย์เพื่อพิจารณาให้ยาปฏิชีวนะ และถ้าเป็นรุนแรง อาจจำเป็นต้องแก้ไขด้วยการผ่าตัด

๔. ริดสีดวงจมูก (ติ่งเนื้อเมือกจมูก หรือ nasal polyps) ผู้ป่วยจะมีอาการคัดจมูกตลอดเวลาเป็นแรมเดือนแรมปี เมื่อใช้ไฟฉายส่องเข้าไปในรูจมูก อาจมองเห็นก้อนเนื้อสีขาวอุดกั้นอยู่ในรูจมูก หากสงสัยควรไปพบแพทย์เพื่อผ่าตัดเอาติ่งเนื้อออก

๕. ผนังกั้นจมูกคด ผนังกั้นกลางระหว่างรูจมูก ๒ ข้างของคนบางคนอาจมีลักษณะคดงอ ซึ่งมักจะเป็นมาแต่กำเนิด หรือเกิดจากการได้รับบาดเจ็บในภายหลังก็ได้ ถ้าคดงอมาก ก็อาจทำให้มีอาการคัดแน่นจมูกคล้ายริดสีดวงจมูกได้ หากสงสัยควรปรึกษาแพทย์ ถ้ามีอาการน่ารำคาญหรือทำให้เกิดโรคไซนัสอักเสบแทรกซ้อนบ่อยๆ ก็อาจจำเป็นต้องแก้ไขด้วยการผ่าตัด

๖. มะเร็งจมูก และมะเร็งโพรงหลังจมูก ผู้ป่วยจะมีอาการคัดแน่นจมูกเรื้อรังคล้ายริดสีดวงจมูก อาจมีเลือดกำเดาไหล เสียงแหบ หูอื้อ และอาจคลำได้ต่อมน้ำเหลืองโตเป็นก้อนแข็งขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางมากกว่า ๑ เซนติเมตร ที่บริเวณข้างคอ หากสงสัยควรรีบปรึกษาแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยให้แน่ชัด

การวินิจฉัย   มักจะวินิจฉัยจากอาการแสดง ได้แก่ อาการคัดจมูก คันคอ คันจมูก จาม น้ำมูกไหล เวลาสัมผัสถูกสิ่งที่แพ้ ในรายที่เป็นเรื้อรัง และไม่ทราบว่าแพ้อะไร แพทย์อาจทำการทดสอบผิวหนัง (skin test) ว่าแพ้สารอะไร หากสงสัยเป็นจากสาเหตุอื่น เช่น ไซนัสอักเสบ ริดสีดวงจมูก มะเร็งจมูกหรือมะเร็งโพรงหลังจมูก อาจต้องทำการตรวจพิเศษเพิ่มเติม เช่น เอกซเรย์ ถ่ายภาพด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI) เป็นต้น

การดูแลตนเอง  
๑. พยายามสังเกตว่าแพ้อะไร แล้วหลีกเลี่ยงเสีย อาการหวัดภูมิแพ้ก็อาจทุเลาได้เองโดยไม่ต้องกินยา

๒. หมั่นออกกำลังกายเป็นประจำ ต้องนอนพักผ่อนให้เพียงพอ และทำจิตใจให้ร่าเริงเบิกบาน ก็เป็นอีกวิธีหนึ่งที่อาจช่วยให้โรคทุเลาไปได้เอง

๓. ยาแก้แพ้ (แอนติฮิสตามีน) จะใช้ก็ต่อเมื่อรู้สึกว่ามีอาการมากจนน่ารำคาญ แต่ถ้ามีอาการเพียงเล็กน้อยชั่วครู่ ชั่วยาม ก็ไม่จำเป็นต้องพึ่งยา ยาแก้แพ้ที่แนะนำให้ใช้ ซึ่งใช้ได้ผลและราคาถูก ได้แก่ คลอร์เฟนิรามีน (chlorpheniramine) โดยกินยานี้วันละ ๑-๒ ครั้ง
  • ผู้ใหญ่ กินครั้งละ ๑ เม็ด
  • เด็กโต กินครั้งละครึ่งเม็ด
  • เด็กเล็ก กินครั้งละ ๑ ส่วน ๔ ของเม็ด (ยาหนึ่งเม็ดแบ่งออกเป็น ๔ ส่วน ให้เด็กเล็กกินเพียง ๑ ส่วน)
คนที่มีอาการแพ้ในช่วงเช้าหลังตื่นนอนให้กินยาแก้แพ้ก่อนนอนเพียงครั้งเดียว ก็จะช่วยป้องกันไม่ให้เป็นหวัดในตอนเช้าได้ บางคนอาจต้องกินยาเป็นประจำทุกวันก็ไม่ต้องวิตกกังวล เพราะยาชนิดนี้ไม่มีอันตรายร้ายแรงต่อร่างกาย
ยาคลอร์เฟนิรามีน มีผลข้างเคียงที่สำคัญ คือ ทำให้ง่วงนอน มึนงง เสมหะเหนียว ปากคอแห้ง ดังนั้น คนที่มีอาชีพขับรถขับเรือหรือทำงานเกี่ยวข้องกับเครื่องจักร ควรหลีกเลี่ยงการกินยาในช่วงเวลากลางวัน เพราะอาจทำให้ง่วง และเกิดอุบัติเหตุได้ง่าย คนที่ไอมีเสมหะเหนียวหรือเป็นหอบหืด ไม่ควรใช้ยานี้ เพราะจะทำให้เสมหะเหนียวมากขึ้น และทำให้ไอหอบมากขึ้นได้

๔. ผู้ป่วยควรไปพบแพทย์ เมื่อมีลักษณะข้อใดข้อหนึ่ง ดังต่อไปนี้
 (๑) กินยาแก้แพ้แล้วอาการยังไม่ทุเลา (ในกรณีกินยาแล้วอาการทุเลา แต่พอขาดยาแล้วกำเริบใหม่ ถือว่าเป็นเรื่องธรรมดาของโรคหวัดภูมิแพ้)
 (๒) มีน้ำมูกข้นเหลืองหรือเขียว
 (๓) มีเลือดกำเดาไหล หูอื้อ หรือคลำได้ก้อนที่ข้างคอร่วมด้วย
 (๔) ผู้ป่วยมีอาการเป็นๆ หายๆ เรื้อรัง จนรู้สึกไม่สบายใจ หรือสงสัยว่าอาจเกิดจากสาเหตุอื่นๆ
 (๕) มีความวิตกกังวลหรือไม่มั่นใจที่จะดูแลรักษาตนเอง
การรักษา   แพทย์จะซักถามอาการ โดยเฉพาะถามหาสิ่งที่ผู้ป่วยแพ้ แล้วแนะนำให้ผู้ป่วยพยายามหลีกเลี่ยง ถ้ามีอาการมาก จำเป็นต้องใช้ยาก็อาจให้ยากินแก้แพ้ ซึ่งมีให้เลือกใช้อยู่หลายชนิด เช่น คลอร์เฟนิรามีน (chlorpheniramine), บรอมเฟนิรามีน (brompheniramine), ไดเฟนไฮดรามีน (diphenhydramine), ไฮดรอกไซซีน (hydroxyzine),ไตรโพรลิดีน (triprolidine) เป็นต้น ยาเหล่านี้จะมีฤทธิ์ข้างเคียงที่พบบ่อย ได้แก่ ง่วงนอน มึนงง เสมหะเหนียว ปากคอแห้ง ในรายที่จำเป็นต้องใช้ยาแก้แพ้บ่อย แพทย์อาจเลือกใช้ยาแก้แพ้ที่ออกฤทธิ์นาน และไม่ทำให้ง่วงนอน เช่น ลอราทาดีน (loratadine) กินวันละ ๑ เม็ด

ในรายที่แพ้มากๆ แพทย์อาจต้องทำการทดสอบผิวหนังว่าแพ้อะไร แล้วทำการฉีดสารที่แพ้ให้ผู้ป่วยทีละน้อยๆ เป็นประจำทุก ๑-๒ สัปดาห์ นานเป็นปีๆ เพื่อลดปฏิกิริยาแพ้ของร่างกาย (desensitization) วิธีนี้เสียค่ารักษาค่อนข้างแพง ส่วนใหญ่จะได้ผลดี แต่เมื่อหยุดฉีดก็อาจกำเริบได้ใหม่ โดยทั่วไป แพทย์มักจะแนะนำให้ผู้ป่วยพยายาม หลีกเลี่ยงสิ่งที่แพ้ และหมั่นออกกำลังกาย เช่น เต้นแอโรบิก, วิ่งเหยาะ, เดินเร็วๆ, เล่นกีฬาต่างๆ ถ้าทำอย่างจริงจังและต่อเนื่อง โรคภูมิแพ้ก็อาจทุเลาได้ และอาจลดละยาที่ใช้ได้

ภาวะแทรกซ้อน   โดยทั่วไปมักไม่มีโรคแทรกซ้อนร้ายแรง ในรายที่เป็นเรื้อรังนานๆ อาจมีการติดเชื้อแบคทีเรียในไซนัส (โพรงจมูก) กลายเป็นโรคไซนัสอักเสบได้ บางรายอาจเป็นติ่งเนื้อเมือกจมูก (ริดสีดวงจมูก) คนที่เป็นโรคภูมิแพ้ ต้องระมัดระวังในการใช้ยาต่างๆ เพราะอาจแพ้ยาได้ง่ายกว่าคนทั่วไป ดังนั้นเวลาไม่สบายด้วยอาการต่างๆ ต้องพยายามใช้ยาให้น้อยที่สุดเท่าที่จำเป็นเท่านั้น

การดำเนินโรค   โรคนี้มักจะมีอาการเป็นๆ หายๆ อยู่ประจำตราบเท่าที่ยังสัมผัสถูกสิ่งที่แพ้ เมื่อใช้ยาแก้แพ้ ก็จะระงับอาการไปได้ชั่วคราว เมื่อหยุดยาก็จะกำเริบใหม่

การป้องกัน   ผู้ที่มีโอกาสเป็นโรคภูมิแพ้ง่าย เช่น มีประวัติกรรมพันธุ์เป็นโรคภูมิแพ้ ควรหมั่นดูแลตนเอง ดังนี้

๑. สังเกตว่าแพ้อะไร แล้วพยายามหลีกเลี่ยง

๒. ออกกำลังกายเป็นประจำ

๓. รู้จักผ่อนคลายความเครียด และนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ

ข้อมูลสื่อ

297-004
นิตยสารหมอชาวบ้าน 297
มกราคม 2547
รศ.นพ.สุรเกียรติ อาชานานุภาพ 


วันเสาร์ที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2557

บันทึกการเรียนประจำวันพฤหัสสบดีที่ 2 ตุลาคม 2557

บันทึกการเรียนประจำวันพฤหัสสบดีที่ 2 ตุลาคม 2557



1. เรียนเรื่องเพลงภาพสำหรับเด็ก เพลงสำหรับเด็ก พร้อมติดภาพและคำอ่านที่ อ่านและเข้าใจง่าย
2. แบ่งกลุ่มทำงานในห้องเรียน เขียนเพลงที่ได้เลือกไว้ (เพลงกินผัก)
3. อาจารย์อธิบายรูปแบบการสอนเด็กร้องเพลง
4. นำเสนอเพลงโดยให้ออกไปร้องเพลงหน้าชั้นเรียน



ภาพประกอบการเรียน